Posts

Leadership Divergence

เป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะไม่ได้ดูเเค่กราฟตัวเดียว เเต่ใช้ Relative Strengh ระหว่างตลาดมาช่วยบอกว่าใครกำลังเเข็ง/อ่อนกว่ากัน 1. อย่าดู ES ตัวเดียว ให้ดูอย่างน้อย 3 จาก 4 Index Futures ES = SnP 500 YM = Dow NQ = Nasdaq TF = Russell 2000 แนวคิดสำคัญคือ ตลาดเเต่ละตัวไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวพร้อมกัน 2. Leadership คือใครกำลัง นำ สมมุติ NQ ทำ Higher High ES ทำ Higher High YM ทำ Higher High แต่ TF ไม่ทำ Higher High และกลับทำ Lower High TF กำลังเเสดง Relative Weakness จะมองได้ว่า TF อาจกำลังส่งสัญญาณว่าการขึ้นของตลาดตัวอื่นกำลังมีปัญหา 3. Serial Divergence ไม่ใช่แค่ Divergence ครั้งเดียว ES: HH -> HH -> HH NQ: HH -> HH -> HH TF: LH -> LH -> LH การที่ TF ไม่ยืนยัน High ซ้ำๆ เรียกว่า Serial Divergence ยิ่งเกิดซ้ำ ความแตกต่างของ Relative Strength ยิ่งชัด 4. Divergence ไม่ได้แปลว่า ต้องกลับตัวทันที นี่เป็นจุดที่ต้องระวังมาก ถ้า TF ทำ Lower High ขณะที่ ES ทำ Higher High ไม่ได้หมายความว่าให้ Short ทันที มันเป็น Information / Context ต้องรอ Price Action หรือ Tra...

Dough Bar to Die Bar

1. Dough Bar คือแท่งที่มี Range กว้างผิดปกติ เมื่อเทียบกับแท่งรอบๆ และมักมี Wick น้อยมากหรือแทบไม่มี แนวคิดคือ Dough Bar = Confirmation ว่า Trend Segment กำลังเริ่ม โดยเฉพาะถ้ามันเกิดตอน Breakout จาก ORB มันสะท้อนแรงที่ถูกสะสมไว้ก่อนตลอดเปิด แต่สำคัญมาก Dough Bar ไม่ใช่ Entry Signal โดยตัวมันเอง ถ้าเห็นแท่งใหญ่แล้วกระโดดเข้าไปทันที อาจกลายเป็นการไล่ราคาได้ 2. ทำไม Dough Bar ถึงมีประโยชน์ แทนที่จะคิดว่า แท่งมันขึ้นมาแรงแล้ว สายไปแล้ว ให้คิดว่า แท่งนี้ยืนยันว่า Trend เริ่มแล้ว และยังมีโอกาสเหลือสำหรับ Trend Segment ถัดไป ตัวอย่าง Mini-Russell - Dough Bar อาจะมี Range เกือบ 2 Points - หลังจากมันเกิด คาดว่าอาจมีอีกประมาณ 2 Points หรือมากกว่าก่อน Correction สำคัญ ดังนั้นมันทำหน้าที่คล้าย Risk Confirmation / Confirmation Cushion มากกว่าเป็น Trigger ตรงๆ 3. Die Bar นี่คือแนวคิดกลับด้าน หลังจาก Trend เดินมาแล้วหลาย Legs ถ้ามี Wide-Range Bar อีกครั้ง และมันเป็น สี/ทิศทางเดียวกับ Dough Bar เดิม แต่หลังจากนั้นไม่มี Follow-Through ที่ดี อาจจะเป็น Die Bar คือ Trend กำลังเข้าสู่ช่วง Exha...

Trend Lines

1. อย่ามองเฉพราะ Time Frame ที่กำลังเทรด Day Trader มักวาด trend line เฉพาะในกรอบเวลาที่ตัวเองกำลังเทรด แต่เราควรย้อนขึ้นไปดู 15, 45, 60-minute charts ด้วย 2. ใช้ Larger Time Frame เพื่อหา Trend Line สำคัญ ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ซับซ้อน แค่เชื่อมจัด High/Low ที่เห็นชุุดๆ ใน Time Frame ใหญ่ จากนั้นนำ trend line เหลานั้นลงมาเเสดงบน Time Frame เล็กที่ใช้เข้าเทรด แนวคิดคือ Larger Time Frame -> สร้างระดับสำคัญ -> Lower Time Frame -> ใช้ประกอบ Entry/Exit 3. Trend Line ที่มาจาก Time Frame ใหญ่มีน้ำหนักมากกว่า Local Trend Line Trend Line ที่เกิดใน 60-minute chart สามารถกลายเป็นแนว Support/Resistance สำคัญเมื่อเอามาใช้ใน intraday chart ดังนั้น Pivot/Exhaustion Grid ไม่ได้มีแค่ horizontal levels แต่รวมถึง dynamic levels จาก trend line ด้วย 4. ใช้ All-Session Data สำหรับ Trend Line เน้นว่า - All-session data -> ใช้สร้าง Trend Lines - Day-only / Gap Chart -> ใช้ดู Gap และ unfinished business ดังนั้นไม่ควรใช้ day-only chart เป็นหลักในการลาก trend line ของ Larger Time Fram...

Market Profile

1. Market Profile ทำอะไร? แนวคิดหลักคือดูว่า ราคาไหนมีการซื้อขาย ถูกผ่านบ่อยที่สุด แล้วกำหนดราคานั้นเป็น POC = Point of Control จากนั้นสร้างบริเวณที่เรียกว่า Value Area ซึ่งใช้เป็นพื้นที่ที่ตลาดมีการทำธุรกรรมหนาแน่น 2. ปัญหาที่พบคือ มันไม่ได้ช่วยสร้าง Trade Setup ที่ precise พอ โดยเฉพาะส่วนที่นอกเหนือจาก POC - Value Area - Bell Curve - พฤติกรรมรอบๆ Value มีลักษณะเป็น tendency /approximation มากกว่าจะเป็นกฏที่ชัดเจน 3. ทำไมถถึงไม่ชอบ Tendency? เพราะว่า "Tendencies lead to tape reading and tape reading leads to intuition." ถ้า Rule ไม่ชัด สุดท้าย Trader จะเริ่มตัดสินใจตามความรู้สึกซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดที่ต้องการ 4. แต่ POC ก็ยังได้ เพราะ POC อย่างน้อยสามารถเพิ่มเข้าไปใน Support/Resistance Grid ได้ เพราะ POC เป็น Price Level ที่ชัดเจน 5. Volume-at-Price ใช้แทนได้ ถ้า Charting Software ไม่มี Market Profile แนะนำให้ใช้ Volume-at-Price เป็นตัวประมาณ เพราะราคาที่มี Volume สูงสุดมักอยู่ใกล้กับราคาที่มีการ Trade เกิดขึ้นมากที่สุด ดังนั้นในทางปฏิบัติ หา Price Level ที่มี ...

Measured Move Targets

บทนี้พูดถึงแนวคิด Measured Move หรือการใช้ ระยะของ Pattern เดิม เพื่อกำหนด Target ของการเคลื่อนที่ครั้งถัดไป Target เป็นส่วนสำคัญของ Support/Resistance Grid ไม่ใช่แค่เรื่อง Entry 1. Pivot Ledge ก็เป็น Target ได้ Pivot Ledge เป็นระดับที่เกิดจากการ Break-away อย่างรุนแรง เมื่อราคาทิ้ง Level นี้ไว้แล้วเดินไปไกล ในอนาคต Price อาจย้อนกลับมา Test Level นี้ ดังนั้น Pivot Ledge มีสองบทบาท - เป็น Support/Resistance - เป็น Target ของการเคลื่อนที่ในอนาคต หรือก็คือ Unfinished business 2. Systemtrical Triangle Triangle สามารถให้ทั้ง Support/Resistance Level และ Breakout Target แนวคิดคือวัดความกว้างของ Triangle แล้ว Project ระยะนั้นออกจากจุด breakout พูดง่ายๆ ก็คือ Pattern กว้างแค่ไหน -> หลัง Breakout คาดหวัง Move ประมาณนั้น 3. Head and Shoulders ใช้หลักการเดียวกัน วัดระยะจาก ยอดของ Head -> Neckline แล้วหลังจาก Breakout ผ่าน Neckline Project ระยะเดียวกันออกไปเป็น Target นี่คือ Classic Measured Movie 4. Midday Channel อันนี้เป็น Pattern เฉพาะ Midday Channel จะสร้าง Centerline และ...

Fibonacci Targets

1. Fibonacci ไม่ค่อยดีสำหรับใช้เป็น Entry Signal แต่ยังใช้ได้สำหรับ Targeting จุด Exit / Profit Target 2. ปัญหาของ Fibonacci คือ เส้นมันเยอะเกินไป ลองนึกภาพวาง Fibonacci Retracement Fobinacci Extension จาก Daily range จาก Weekly range จาก High -> Low จาก Low -> High ลงบน Chart เดียวกัน 3. Cherry-picking สมมุติวันนี้เกิดการกลับตัวตรง 4,250 แล้วเราสามารถเลือกย้อนหลังได้ว่า เห็นไหม 4,250 ตรงกับ Fibonacci 61.8% พอดี แต่ถ้ามี Fibonacci อยู่เต็ม Chart เราก็สามารถหาเส้นที่ ตรง ได้เกือบทุกเหตุการณ์ ปัญหาคือ Fibonacci อยู่ใกล้ Market Turn ไม่ได้แปลว่า Fibonacci เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด Market Turn 4. ประโยคที่สำคัญ "Many market turns may have a Fibonacci number nearby, but most Fibonacci numbers do not produce market turns." หรือก็คือ Market Turn จำนวนมากอาจมี Fibonacci อยู่ใกล้ๆ แต่ Fibonacci ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้เกิด Market Turn 5.แต่ Market ยังพอมี Structure ที่เกิดซ้ำ ตลาดมี Internal Structure และ Price Pattern บางอย่างที่เกิดซ้ำ เพียงแต่ FIbonacci อาจไม่ใช่เครื...

Floor Trader's Pivot Points

1. คืออะไร นี่เป็นเครื่องมือ Old School สำหรับหาแนวรับ แนบต้านที่มีมานานมาก แนวคิดคือเอาราคาเมื่อวานมาคำนวณเป็นระดับสำหรับวันนี้ DP R1 R2 R3 S1 S2 S3 มันมีประโยชน์ในการหา Potential Turning Points 2. สูตร Traditional DP = (Y-High + Y-Low + Y-Close) / 3 3. ทำไมคนสองคนใช้ Pivot แล้วได้ตัวเลขไม่เหมือนกัน นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก ปัญหาหลักอาจไม่ได้มาจาก Charting Software แต่มาจาก Data Vendor เช่น Trader A ใช้ข้อมูลจาก Vendor หนึ่ง Trader B ใช้ข้อมูลจากอีก Vendor ถึงแม้ทั้งคู่ใช้สูตรเดียวกัน ก็สามารถได้ DP ที่ต่างกัน เพราะ High Low Close ที่นำมาคำนวณอาจไม่เหมือนกัน 4. ปัญหาสำคัญคือ Day-only vs All-session ถ้า Futures เปิดซื้อขายเกือบตลาด 24 ชั่วโมง เราสามารถเลือกข้อมูลได้สองแบบ Day-only 9:30 -> 16:15 หรือ All-session รวม Overnight / Globex ถ้ากลางคืนราคา Futures ขึ้นไปทำ High ใหม่ Day-only High = 105 All-session High = 108 แน่นอนว่า Pivot ก็จะไม่เหมือนกัน 5. Settlement Close ก็เป็นอีกสาเหตุ Last traded price ไม่เท่ากับ Settlement Close ถ้า Vendor หนึ่งใช้ Settlement CLose อ...