Posts

Dynamic Exhaustion Levels: The EMAs

1. EMA ต่างจากการใช้ EMA ทั่วไป โดยทั่วไปคนใช้ Moving Average เพื่อดู Trend หรือใช้ EMA crossover เป็นสัญญาณซื้อขายเช่น EMA 20 ตัด EMA 50 แต่ควรใช้ EMA ที่มี Period ยาว เพื่อนเป็น Dynamic Exhaustion Level หรือก็คือ ราคาเคลื่อนที่ไปไกลจาก EMA มากๆ -> EMA อาจกลายเป็นบริเวณที่ราคามีโอกาสชะลอหรือเกิด Exhaustion 2. EMA 200 และ EMA 89 บน 1-minute ให้ความสำคัญกับ 200 EMA กับ 89 EMA บน 1-minute chart และไม่ได้ใช้สองเส้นนี้เป็นระบบ Crossover แต่ดู ความสพมพันธ์ระหว่าง Price กับ EMA พฤติกรรมระหว่าง Price กับ EMA จะเกิดซ้ำๆ และสามารถนำไปสร้าง Trade Model ที่มีกฏชัดเจนได้ 3. ทำไมถึงเรียกว่า Dynamic Exhaustion Level ความแตกต่างจาก Y-Low, Y-High, ORB และ Pivot Ledge คือพวกนั้นเป็น ระดับราคาคงที่ แต่ EMA เคลื่อนไปพร้อมกับตลาด EMA เปลี่ยนระดับไปเรื่อยๆ ตาม Price Action ดังนั้นมันคือ Dynamic Level และเมื่อใช้เพื่อหาจุดที่ Trend ระยะสั้นเริ่มยืดมากเกินไป Dynamic Exhaustion Level 4. 89 กับ 200 EMA มีความเร็วจากกัน 200 EMA = Dark Green เก่ากว่า ช้ากว่า สะท้อน Price Action ในระยะยาวกว่า 8...

Tick Bar Laps

1. Tick Bar แทน Time Bar เหมือนเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องตลาดเพราะสามารถเห็นรายละเอียดของ Price Action ได้ละเอียดกว่ากราฟ 1-minute หรือ 3-minute แต่ ไม่แนะนำให้มือใหม่ใช้ Tick Bar เพื่อสร้าง Trade Idea เพราะยิ่งเห็นรายละเอียดเล็กๆ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเห็น สัญญาณเต็มไปหมด และเกิดความอยากเข้าเทรดตลอดเวลา 2. สิ่งที่ต้องมาก่อน Tick Bar Trade Model ควรเกิดจาก Confluence ของหลายปัจจัย ที่สอดคล้องกันทั้งด้าน Price Time Pattern Momentum Indicator/Market structure ต่างๆ จากนั้นเมื่อ Trade Model เกิดขึ้นแล้วจึงค่อยใช้ Tick Bar เพื่อดูรายละเอียดของ Price Action แบบละเอียดขึ้น ดังนั้นลำดับคือ Trade Model -> มีเหตุผลจะเข้า -> ใช้ Tick Bar Fine-tune Entry ไม่ใช่ เห็น Tick Bar -> เจอ Pattern สร้างเหตุผลเข้าเทรด 3. ทำไมต้องเตือนเรื่องนี้ เปรียบ Trading Platform กับ Video Game และ Slot Machine เพราะมันง่ายมากที่จะ เห็นราคา -> Click -> Send Order -> ได้กำไร ขาดทุนทันที ความเร็วแบบนี้ทำให้ Trader รู้สึกอยากกด Order อยู่ตลอด แต่เงินที่เข้าบัญชีเร็วก็สามารถออกไปเร็วเหมือน...

Previous Closing Prices: The Gap

Y-Close คืออะไร Y-Close = ราคาปิดของวันก่อน เมื่อวานปิดที่ 100 วันนี้เปิดที่ 105 ช่องว่าง 100 -> 105 คือ Opening Gap Y- Close เป็น Support/Resistance สำคัญมากกว่าจะมองเป็น Exhaustion Level แบบ Y-High/Y-Low สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การข้าม Y-Close "The Trip getting there is what makes it significant." ถ้าวันนี้เปิดที่ 100.10 ทั้งที่เมื่อวานปิด 100 แล้วราคาเดินผ่าน 100 แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะราคาไม่ได้เดินทางมาไกล แต่ถ้าเปิด 105 -> Y-Close 100 ราคาต้องลงมาถึง Y-Close ไกลมาก บริเวณนั้นจึงมีโอกาสเกิด Reaction มากกว่า แนวคิดที่ Vendor จำนวนมากสอนคือ วันนี้เปิด Gap Up -> Long/Short เพื่อเล่นให้ Gap ปิดกลับไปหา Y-Close มันฟังดูสมเหตุสมผล เพราะเราได้ยินกันบ่อยว่า "Gaps tend to get filled." แต่อย่าเอาคำนี้ไปตีความว่า Gap จะต้องปิดเร็วในวันเดียว 39 gaps ที่มีขนาดอย่างน้อย 2 points ผลคือ 6 ปิดภาพใน First Trend 9 ใช้เวลาทั้งวัน และบางครั้งต้อง Gap-n-Go ก่อน 11 ปิดอีก 2 วันต่อมา 13 ปิดใน 3 วันขึ้นไป 5 ใช้เวลาเกือบ 30 วันหรือยังไม่ปิด ดังนั้น Gap จะปิด != G...

ตลาดนิ่งมานานอยู่ๆ มีแรงซื้อตลาดขึ้นแรง

Image
หลังจากตลาดเงียบมานานก็ได้มีแรงซื้อทำให้ตลาดวิ่งขึ้นไป ต้องรอดูว่าจะขึ้นไปได้ไกลแค่ไหน ขายออกที่ราคา 74,000

Previous Highs and Lows

1. แนวคิดทั่วไป Trader ทั่วไปมักคิดว่า Higher High = Uptrend, Lower Low = Downtrend ดังนั้นถ้าเมื่อวาน Low = 100 แล้ววันนี้ราคา Break ลงไป 99.8 ก็มักคิดว่า Low ใหม่ ตลาดลง Short เลยดีกว่า แต่สำหรับ intraday มันอาจตรงกันข้าม การ Break Yesterrday's Low (Y-Low) ครั้งแรก โดยเฉพาะถ้า ไม่มี Follow-through อาจเป็นสัญญาณว่าแรงลงกำลังหมด และตลาดกำลังจะเด้งขึ้น 2. ทำไม Y-Low ถ้งเป็นจุดที่น่าสนใจ? เพราะทุกคนรู้ว่าเป็นจุดสำคัญ อาจจะมี Stop loss ของ Long Short breakout orders คนรอซื้อ คนปิด Position ดังนั้นเมื่อ Y-Low ถูก Break อาจเกิด Stop cascade ราคาอาจลงเร็ว แต่ถ้าลงแล้ว ไม่มี Follow-through แรงขายอาจหมด แล้วเกิด Break Y-Low -> Exhaustion -> Reversal 3. ดังนั้น Y-Low เป็น Exhaustion Level ที่ต่อเนื่องกับก่อนหน้า Pivot Ledge -> อาจเป็น S/R Previous High/Low -> อาจเป็น Exhaustion Level ดังนั้นอย่าเข้าใจว่า Y-Low = Support เสมอ การเอา Y-Low ออก อาจเป็นสิ่งที่ตลาดต้องทำก่อนที่จะสามารถกลับขึ้นไปได้ 4. ข้อสำคัญมากคือ ระยะทาง ตลาดจะ Break Y-Low แล้วอยู่ต่ำต่อได้ง่าย ถ้...

The Break-Away Lap

1. Lap คืออะไร เวลาราคา เร่งตัวออกจาก Pattern อย่างรุนแรง ใน Time Frame เล็กๆ บางครั้งจะเกิดช่องว่างเล็กมากระหว่างแท่งสองแท่ง เรียกว่า Lap เช่น แท่งก่อนหน้า Close = 100 ไม่มีราคาตรงช่วงนี้ แท่งถัดไป Open = 100.05 คือมี Tick เล็กๆ ที่ขาดหายไประหว่าง Close ของแท่งหนึ่งกับ Open ของแท่งถัดไป และมันไม่ได้ถูกปิดทันที 2. Lap ต่างจาก Gap อย่างไร Lap เกิดได้ใน Intraday ช่องว่างเล็กมาก เป็นระหว่าง Close > Open ไม่มีอากาศอยู่ระหว่าง High / Low ของแท่งสองแท่ง พบได้ง่ายกว่าในตลาดที่บางกว่า เช่น YM, NQ, TF ใน ES ที่มีสภาพคล่องสูงมาก เกิดไม่บ่อย ส่วน True Gap คือมีช่องว่างจริงระหว่าง High กับ Low ของแท่งติดกัน Gap มีความสำคัญมากกว่า Lap 3. แล้วทำไม Lap ถึงสำคัญ Lap เกิดจากการเร่งตัวของราคา บางครั้ง ราคากลับมาทดสอบระดับนั้นในภาพหลัง Lap จึงเป็นเหมือน ร่องรอยของการเคลื่อนไหวรุนแรงที่ยังทิ้ง Unfinished business ไว้บนกราฟ Lap เองอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การ Break-away อย่างรุนแรง + Pivot Ledge ที่เกิดขึ้นจากมัน Lap เป็นเพียงร่องรอยที่ช่วยบอกว่ามีการเร่งตัวเกิดขึ้น ...

Break-away Pivot: The Pivot Ledge

Break-away Pivot ไม่ใช่สูตรคำนวณ แต่เป็นระดับที่มองเห็นได้จาก รูปแบบของแท่งเทียนบนกราฟโดยตรง ปกติเรามักมอง Swing High / Swing Low ว่าเป็นจุดที่ราคาเคยกลับตัวในระยะสั้น แต่ Break-away Pivot ไม่ได้เกิดตรง High หรือ Low ใกล้ๆ นั้น มันเกิดตรง ไหล่ ของ Pattern จัดที่ราคากำลังเร่งตัวอย่างรุนแรงและพุ่งออกจากบริเวณเดิมอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาพุ่งออกไป จะเหลือบริเวณราคาหนึ่งไว้ด้านหลัง ลักษณะเหมือน ขอบหรือเเท่น (ledge) ซึ่งในอนาคตสามารถกลายเป็น Support/Resistance ที่แข็งแรงได้ จุดสำคัญที่สุดของบรนิเวณนี้เรียกว่า Pivot Ledge ตัวอย่าง ES ที่สร้าง Pivot Ledge ขึ้นมาแล้วสองวันต่อมา ราคากลับมาทดสอบระดับนั้นเพื่อเป็น Suport ผลคือ ราคาถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง Pivot Ledge บางระดับสามารถนำไปใช้ต่อได้ เป็นเวลาหลายปี และเมื่อราคากลับมาทดสอบเป็นครั้งแรก ก็ยังสามารถเกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกันได้ ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ ราคาเคยกลับตัวตรงนี้ แต่เป็น ตรงนี้คือบริเวณที่ตลาดเคยเร่งตัวออกไปอย่างรุนแรง และร่องรอยการเร่งตัวนั้นยังคงเป็นระดับสำคัญในอนาคต Bear Pivot Ledge ก่อนถึงขอบอาจดูสงบนิ่ง แต่เมื่อถึงจุดตก ราคาจะเร่...