Test-and-Reject Day
- Test-and-Reject Day เป็น Day Model ที่พบบ่อยที่สุด
ใน 3 Day Models ทั้งหมด รูปแบบนี้เกิดขึ้นมากกว่าอีก 2 แบบรวมกันซะอีก โดยโครงสร้างพื้นฐานคือ
ราคาออกจาก ORB
สร้าง Trend แรก
Trader ส่วนใหญ่เชื่อว่า Trend นี้เป็น ทิศทางจริง
แต่ Trend หมดแรง
ราคา Reverse กลับหา ORB และมักทะลุไปอีกฝั่ง
- 1st Trend Direction มักหลอก แต่หลอกได้อย่างน่าเชื่อมาก
ราคาออกจาก ORB ไปในทิศทางหนึ่ง
Momentum และ Sentiment ของ Trader ส่วนใหญ่จะตามไปด้วย
ทำให้ Trend แรกดู Convincing มาก
แต่เมื่อราคาไปถึงระดับ Support / Resistance มันกลับไม่สามารถทำ Extreme ใหม่ต่อได้
จากนั้นเริ่มเกิด Reverse
- จุดยืนยันของ Test-and-Reject คือพฤติกรรมของราคาบริเวณ ORB
หลักจาก Trend แรกหมดแรง ราคาจะกลับมาที่ ORB
และมักเคลื่อนผ่าน ORB ไปอีกด้าน
วิธีที่ราคากระทำต่อ ORB + Persistence ของการเคลื่อที่ เป็น Hallmark สำคัญของ Test-and-Reject
- Trader ควรมองจุดกลับตัวเป็น Swing Opportunity
จุดเปลี่ยนจาก 1st Trend -> 2nd Trend สามารถเป็น Trade Opportunity สำคัญ
- ORB Breakout ไม่ได้เป็นของ Persistent Trend Day เท่านั้น
แม้ ORB Breakout จะสามารถนำไปสู่ Persistent Trend Day ได้
แต่เพราะ Test-and-Reject เกิดบ่อยกว่า Trader ต้องบริหาร Breakout Position โดยคำนึกว่าสามารถเกิด Reversal ได้ด้วย
- การถือ Breakout Position สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับจำนวน Contract และ Risk Tolerance
ถ้ามี 1-3 Contracts การปล่อย Contract สุดท้ายหวังไปถึง Extreme ตอน Close อาจเสี่ยงเกินไป
ถ้ามี 5-10 Contracts จะสามารถ ปิดสว่นใหญ่เพื่ Lock Profit แล้วปล่อยบางส่วนวิ่งต่อเพื่อจับ Persistent Trend Day
ดังนั้นการเลือกว่าจะ Let it run มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวน Contracts และความสามารถในการรับ Risk
1st Trend vs 2nd Trend
- Test-and-Reject แบ่งเป็น 2 Trend Directions
1st Trend Direction = Trend แรกที่ออกจาก ORB
2nd Trend Direction = Trend หลังจาก Reversal
ความแตกต่างสำคัญคือ 1st Trend = False Trend, 2nd Trend = True Trend ของวัน
- 1st Trend อาจดูถูกต้องมาก แต่สุดท้ายเป็น Counter-Trend
นี่คือกับดักหลักของ Day Model นี้
ถ้า Traer เชื่อว่า 1st Trend เป็น Trend จริง จะยายามเข้าเพิ่มทุกครั้งที่เกิด Pullback
และเมื่อ Reversal เกิดขึ้นจะกลายเป็นการถือ Position สวนกับ Trend ที่แท้จริงของวัน
- 2nd Trend DIrection ต้องได้รับความเคารพมากกว่า
เมื่อ 2nd Trend ถูกยืนยันแล้ว ไม่ควรรับ Fade เพียงเพราะคิดว่า Reversal น่าจะจบ
การพยายาม Trade กลับไปในทิศทางของ 1st Trend มักนโดน Stop-Out
- Work-Done ช่วยบอกว่า 1st Trend อาจสำเร็จไปแล้ว
ถ้า Work-Done เกิดขึ้นครบในทิศทางแรก
ความเป็นไปได้ที่ Trend แรกจะจบจะเพิ่มขึ้น
จากนั้น 2nd Trend จะกลายเป็นทิศทางที่ควร Trade ตามมากว่า Fade
- Breakout และ Pullback ของ 2nd Trend คือ Setup ที่น่าสนใจ
หลังจาก 2nd Trend ถูกยืนยัน ให้มองหา Breakout ไปตาม 2nd Trend, Pullback แล้วเข้าเพิ่มตาม Trend
Setup เหล่านี้ให้กำไรที่ดีกว่าและ Risk ต่ำกว่าการพยายาม Fade 2nd Trend
ทำไม Test-and-Reject ถึง Volatile มาก
- Reversal ทำให้ Trader จำนวนมากผิดทางพร้อมกัน
Trader กลุ่มแรกถูก Stop-Out จาก 1st Trend จากนั้นต้องกลับ Position ไปอีกฝั่ง ขณะเดียวกัน Trader ที่ยังเชื่อใน 1st Trend อาจเพิ่ม Position เพื่อ ปกป้อง Trade เดิม
เมื่อ Trend ใหม่เเข็งเเรงขึ้น ทั้งสองกระบวนการจะช่วยเพิ่ม Volatility ให้กับ Reversal
- เมื่อ 2nd Trend ตั้งตัวได้แล้ว การต่อต้านมันจะเสียเปรียบ
เพราะตลาดมีทั้ง Stop-Outs, Position Reversal, Forced Repositioning, Traders ที่ยังคงเพิ่ม Position ส่วน Trend ทั้งหมดนี้จะเร่ง 2nd Trend ให้แรงขึ้น
ปัญหาทางจิตวิทยา
- Trader มักติดกับ 1st Trend เพราะมันดูถูกต้อง
โดยเฉพาะถ้าเข้าแรกมี Wave ต่อเนื่องหลายรอบ
แตะละ Pullback ดูเหมือนจะจบ แล้วราคาก็ทำ Extreme ใหม่
News อาจช่วยกระตุ้น Trend
Order FLow จาก Off-Floor Participaints ก็ยังสนับสนุน
จนสุดท้าย Trader รู้สึกว่า Trend นี้ถูก Establish แล้ว
- แม้เเต่ Floor Trader ที่มีประสบการณ์ก็ยังตกหลุมนี้ได้
Floor Trader คนหนึ่งที่เคยทำงานใน Swiss Franc Pit และ SnP Pit เขาจะเดินถาม Floor Traders หลายคนในช่วง 45 นาทีแรก จริงๆ แล้วเขากำลังทำ Poll เพื่อดู Consensus ของตลาด เมื่อได้ความคิดเห็นประมาณสิบกว่าคน เขากลับเริ่ม Trade ในทิศทางตรงกันข้ามกับ Consensus
- เหตุผลคือ Consensus อาจเป็นสิ่งที่ต้องระวัง
"Everybody was always wrong"
ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้ง Consensus จะผิด แต่เมื่อคนจำนวนมากมีความเชื่อเดียวกันอย่างชัดเจน ตลาดอาจกำลังอยู่ในจุดที่ความเชื่อนั้นถูกทดสอบ
The Dounglas Premise
- แนวคิดหลักจาก Mark Douglas
เงินจำนวนมากที่สูญเสียในตลาด มาจาก Trader ที่คิดว่าตัวเองรู้ว่าตลาดควรจะไปทางไหน
- ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การวิเคราะห์ แต่อยู่ที่ "Need to be right"
Trader ต้องการพิสูจน์ว่า Prediction ของตัวเองถูก ต้องการเอาชนะตลาด ต้องการควบคุมผลลัพธ์ ดังนั้นเมื่อเข้า 1st Trend ไปแล้ว จะเกิดแรงผลักให้ตีความทุกอย่างเพื่อสนับสนุน Position เดิม
- Pullback แรกจึงเป็นกับดักทางจิตวิทยา
Trader ที่พลาดการเข้า 1st Trend จะคิดว่า นี่คือโอกาสให้เข้า Trend ที่พลาดไป จึงเข้าเมื่อเกิด Pullback แต่ถ้า Pullback ยิ่งลึกและยาวขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจเป็น Early Tell ของ Test-and-Reject Day เพราะมีบางอย่างไม่ปกติกับ Pullback นี้
- เมื่อ Pullback ไม่ยอมหยุด ต้องกลับไปดู Chart ใหม่
อย่าพยายามยืนยันความเชื่อเดิม ต้องมองหาว่า
Top/Bottom ของ 1st Trend ถูกสร้างแล้วหรือยัง?
มี Work-Done หรือไม่?
Trend แรกทำ Business ของมันเสร็จแล้วหรือยัง?
- เมื่อเห็น Work-Done ต้องเปลี่ยน Mental Model
เป้าหมายไม่ใช่หาว่า จะกลับไปถึงไหน แต่ต้องเริ่มวางเเผนว่า 2nd Trend อาจไปทางไหน จากนั้นหา Trade Entry Models ที่เหมาะกับทิศทางใหม่
- Trader ต้องสามารถ พลิกมุมมอง ได้อย่างรวดเร็ว
ต้องสามารถเปลี่ยน Bias ได้โดยไม่ยึดติดกับความคิดเดิม
Corollary 1 to The Douglas Premise
- ถ้าคนส่วนใหญ่เสียเงินตรงที่คิดว่าตัวเองรู้ Trend จุดที่ทำเงินได้มากก็อาจเป็นบริเวณที่ คนส่วนใหญ่ถูกพิสูจน์ว่าผิดและโดน Stop-Out
นี่คือจุดที่ Reversal สามารถเร่งตัวได้อย่างรุนแรง
- Trader ไม่จำเป็นต้อง Predict ว่า 2nd Trend จะไปได้แค่ไหน
หน้าที่ของ Trader ไม่ใช่ทายว่าราคาจะไปถึงไหน แต่คือ บริหาร Position ของตัวเองจาก Trade Model ที่เกิดขึ้น
- Position yourself to be surprised
อย่ายึดติดกับ Scenario เดียว ต้องพร้อม Reposition เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงขัดกับ Expectation และที่สำคัญคือใช้ Surprise นั้นให้เป็นประโยชน์แทนที่จะต่อสู้กับมัน
- Persistent Trend Day สองวันติดกันในทิศทางเดียวกันเกิดไม่บ่อย
TF Gap-Up หลังจากวันก่อนเป็น Persistent Trend Day Up
นี่เป็น Clue สำคัญเพราะ Persistent Trend Day Up ติดต่อกันสองวันพบได้น้อย
- ORB Pennant สามารถให้ Entry ของ 1st Trend ได้
ใน Ponential Test-and-Reject Day ราคาเกิด ORB Pennant
การ Break ลงต่ำกว่า Pennant สามารถใช้เป็น Short Entry
ทำให้ Trader เข้าช่วงแรกของ COrrection ได้
-WOrk-Done สามารถเกิดซ้ำในหลายระดับ
TF ลงมาทดสอบ Support 2:30 Transition Time ของวันก่อน
จากนั้นสร้าง Pennant ใหม่ บริเวณ 10:30 Trend Check แล้ว Reverse
การกลับไป Retest Previous Pennant Apex / Break-away Pivot สามารถถูกมองเป็น Work-Done ได้
และเป็น Logical Exit Target ของ Short ที่เหลือ
- ตลาดสามารถขึ้นสองวันติดกันได้ แม้จะไม่ใช่ Persistent Trend Day สองวันติดกัน
สำคัญมาก Daily Trend อาจขึ้นต่อเรื่อง 8, 10 หรือ 12 วัน
แต่ Intra Day Model สามารถสลับกันระหว่าง
Persistent Trend
Test-and-Reject
Split-Open
ดังนั้น Daily Direction != Intraday Day Model
Test-and-Reject าอจซับซ้อนกว่านั้น
- บางวันราคาอาจทำ Work-Done ทั้งสองฝั่ง
Swing Volatility ของ Test-and-Reject อาจพาราคาไปถึง Work-Done zone ทั้งด้านบนและด้านล่าง
ทำให้ราคา Crisscross ORB ไปทั้งสองทิศทาง และยังไม่ยอม Commit กับ 2nd Trend ในทันที
- อาจเกิด Test-and-Reject ซ้อนกัน
Trend แรกขึ้น
Reject
ลงทะลุ ORB
ไปทำ Work-Done สำคัญอีกฝั่ง
จากนั้น Reverse อีกครั้ง
กระบวนการ Test-and-Reject จึงเริ่มใหม่อีกรอบ
- Zigzag ผ่าน ORB ยังอาจนับเป็น 1st Trend Direction
แม้ว่าราคาจะข้าม ORB ไปมา การเคลื่อนไหวทั้งหมดในช่วงแรกยังสามารถถือเป็นส่วนหนึ่งของ 1st Trend Direction จนกว่าจะเกิด Trend ที่มีความสำคัญและชัดเจนจริงๆ
- ยิ่ง Work-Done ฝั่งหนึ่งมีความสำคัญมาก -> อีกฝั่งยิ่งมีโอกาสเป็น True Trend
ถ้าตลาดทำ Finished Business สำคัญแล้วทางหนึ่ง ความเป็นไปได้ที่ Trend ความเป็นไปได้ที่ Trend จริงจะถูกเปิดเผยในอีกทิศทาง จะมากขึ้น
- Previous Persistent Trend Day มักกลับมามีอิทธิพล
ในที่สุดทิศทางของ Persistent Trend Day ก่อนหน้า มักจะกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
ถ้าไม่เกิด Test-and-Reject วันแรกหลัง Persistent Trend ก็อาจเกิดในวันถัดไป
ทำไม Test-and-Reject ถึงน่าสนใจสำหรับ Intraday Trader
- Test-and-Reject มี Volatility สูงที่สุดใน 3 Day Models
Swing มาก
Reversal มาก
Chart Patterns มาก
Transition ระหว่าง Time Markers ชัด
Technical Indicators ใช้งานได้หลากหลายกว่า
- Swing คือเหล่งโอกาสของ Intraday Trader เพราะ Test-and-Reject มี Swing ใหญ่และหลายครั้ง
จึงเป็น Day Model ที่ให้ Opportunity สำหรับ Intraday Swing Trading มากที่สุด
แต่ต้องเข้าใจ Time Markers, Work-Done, พลังของ Established 2nd Trend Direction
- Trader ไม่ใช่ Predictor
ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า 2nd Trend จะไปถึงไหน หน้าที่คือรอให้ Work-Done เกิดขึ้น แล้ว Position ตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดกำลังเเสดงออก
- Classic Chart Reversal Patterns เป็น Hallmark ของ Test-and-Reject
Triangle, Head-and-Shoulders, W-Bottom, M-Top, Cup-and-Saucer Pattern เหลานี้ช่วยระบุว่า 1st กำลังถูก Rejected
- M-Top และ Inverse Head-and-Shoulders เป็นตัวอย่างโดยตรง
M-Top -> ช่วยยืนยันการ Rejection ของ Highs
Inverse Head-and-Shoulders Bottom -> ช่วยยืนยันการ Rejection ของ Lows
การเชื่อม Chart Pattern เหล่านีั้เข้ากับ Test-and-Reject ทำให้ Day Model นี้ Trade ได้ง่ายขึ้น
สรุป
Test-and-Reject Day = 1st Trend หลอก -> ทำ Work-Done -> Reject -> 2nd Trend
โครงสร้าง
ORB -> 1st Trend -> Trader เชื่อว่า Trend จริง -> Trend หมดแรง /Work-Done -> Reversal -> ORB -> 2nd Trend -> 2nd Trend กลายเป็นทิศทางที่ควร Respect
ใน 3 Day Models ทั้งหมด รูปแบบนี้เกิดขึ้นมากกว่าอีก 2 แบบรวมกันซะอีก โดยโครงสร้างพื้นฐานคือ
ราคาออกจาก ORB
สร้าง Trend แรก
Trader ส่วนใหญ่เชื่อว่า Trend นี้เป็น ทิศทางจริง
แต่ Trend หมดแรง
ราคา Reverse กลับหา ORB และมักทะลุไปอีกฝั่ง
- 1st Trend Direction มักหลอก แต่หลอกได้อย่างน่าเชื่อมาก
ราคาออกจาก ORB ไปในทิศทางหนึ่ง
Momentum และ Sentiment ของ Trader ส่วนใหญ่จะตามไปด้วย
ทำให้ Trend แรกดู Convincing มาก
แต่เมื่อราคาไปถึงระดับ Support / Resistance มันกลับไม่สามารถทำ Extreme ใหม่ต่อได้
จากนั้นเริ่มเกิด Reverse
- จุดยืนยันของ Test-and-Reject คือพฤติกรรมของราคาบริเวณ ORB
หลักจาก Trend แรกหมดแรง ราคาจะกลับมาที่ ORB
และมักเคลื่อนผ่าน ORB ไปอีกด้าน
วิธีที่ราคากระทำต่อ ORB + Persistence ของการเคลื่อที่ เป็น Hallmark สำคัญของ Test-and-Reject
- Trader ควรมองจุดกลับตัวเป็น Swing Opportunity
จุดเปลี่ยนจาก 1st Trend -> 2nd Trend สามารถเป็น Trade Opportunity สำคัญ
- ORB Breakout ไม่ได้เป็นของ Persistent Trend Day เท่านั้น
แม้ ORB Breakout จะสามารถนำไปสู่ Persistent Trend Day ได้
แต่เพราะ Test-and-Reject เกิดบ่อยกว่า Trader ต้องบริหาร Breakout Position โดยคำนึกว่าสามารถเกิด Reversal ได้ด้วย
- การถือ Breakout Position สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับจำนวน Contract และ Risk Tolerance
ถ้ามี 1-3 Contracts การปล่อย Contract สุดท้ายหวังไปถึง Extreme ตอน Close อาจเสี่ยงเกินไป
ถ้ามี 5-10 Contracts จะสามารถ ปิดสว่นใหญ่เพื่ Lock Profit แล้วปล่อยบางส่วนวิ่งต่อเพื่อจับ Persistent Trend Day
ดังนั้นการเลือกว่าจะ Let it run มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวน Contracts และความสามารถในการรับ Risk
1st Trend vs 2nd Trend
- Test-and-Reject แบ่งเป็น 2 Trend Directions
1st Trend Direction = Trend แรกที่ออกจาก ORB
2nd Trend Direction = Trend หลังจาก Reversal
ความแตกต่างสำคัญคือ 1st Trend = False Trend, 2nd Trend = True Trend ของวัน
- 1st Trend อาจดูถูกต้องมาก แต่สุดท้ายเป็น Counter-Trend
นี่คือกับดักหลักของ Day Model นี้
ถ้า Traer เชื่อว่า 1st Trend เป็น Trend จริง จะยายามเข้าเพิ่มทุกครั้งที่เกิด Pullback
และเมื่อ Reversal เกิดขึ้นจะกลายเป็นการถือ Position สวนกับ Trend ที่แท้จริงของวัน
- 2nd Trend DIrection ต้องได้รับความเคารพมากกว่า
เมื่อ 2nd Trend ถูกยืนยันแล้ว ไม่ควรรับ Fade เพียงเพราะคิดว่า Reversal น่าจะจบ
การพยายาม Trade กลับไปในทิศทางของ 1st Trend มักนโดน Stop-Out
- Work-Done ช่วยบอกว่า 1st Trend อาจสำเร็จไปแล้ว
ถ้า Work-Done เกิดขึ้นครบในทิศทางแรก
ความเป็นไปได้ที่ Trend แรกจะจบจะเพิ่มขึ้น
จากนั้น 2nd Trend จะกลายเป็นทิศทางที่ควร Trade ตามมากว่า Fade
- Breakout และ Pullback ของ 2nd Trend คือ Setup ที่น่าสนใจ
หลังจาก 2nd Trend ถูกยืนยัน ให้มองหา Breakout ไปตาม 2nd Trend, Pullback แล้วเข้าเพิ่มตาม Trend
Setup เหล่านี้ให้กำไรที่ดีกว่าและ Risk ต่ำกว่าการพยายาม Fade 2nd Trend
ทำไม Test-and-Reject ถึง Volatile มาก
- Reversal ทำให้ Trader จำนวนมากผิดทางพร้อมกัน
Trader กลุ่มแรกถูก Stop-Out จาก 1st Trend จากนั้นต้องกลับ Position ไปอีกฝั่ง ขณะเดียวกัน Trader ที่ยังเชื่อใน 1st Trend อาจเพิ่ม Position เพื่อ ปกป้อง Trade เดิม
เมื่อ Trend ใหม่เเข็งเเรงขึ้น ทั้งสองกระบวนการจะช่วยเพิ่ม Volatility ให้กับ Reversal
- เมื่อ 2nd Trend ตั้งตัวได้แล้ว การต่อต้านมันจะเสียเปรียบ
เพราะตลาดมีทั้ง Stop-Outs, Position Reversal, Forced Repositioning, Traders ที่ยังคงเพิ่ม Position ส่วน Trend ทั้งหมดนี้จะเร่ง 2nd Trend ให้แรงขึ้น
ปัญหาทางจิตวิทยา
- Trader มักติดกับ 1st Trend เพราะมันดูถูกต้อง
โดยเฉพาะถ้าเข้าแรกมี Wave ต่อเนื่องหลายรอบ
แตะละ Pullback ดูเหมือนจะจบ แล้วราคาก็ทำ Extreme ใหม่
News อาจช่วยกระตุ้น Trend
Order FLow จาก Off-Floor Participaints ก็ยังสนับสนุน
จนสุดท้าย Trader รู้สึกว่า Trend นี้ถูก Establish แล้ว
- แม้เเต่ Floor Trader ที่มีประสบการณ์ก็ยังตกหลุมนี้ได้
Floor Trader คนหนึ่งที่เคยทำงานใน Swiss Franc Pit และ SnP Pit เขาจะเดินถาม Floor Traders หลายคนในช่วง 45 นาทีแรก จริงๆ แล้วเขากำลังทำ Poll เพื่อดู Consensus ของตลาด เมื่อได้ความคิดเห็นประมาณสิบกว่าคน เขากลับเริ่ม Trade ในทิศทางตรงกันข้ามกับ Consensus
- เหตุผลคือ Consensus อาจเป็นสิ่งที่ต้องระวัง
"Everybody was always wrong"
ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้ง Consensus จะผิด แต่เมื่อคนจำนวนมากมีความเชื่อเดียวกันอย่างชัดเจน ตลาดอาจกำลังอยู่ในจุดที่ความเชื่อนั้นถูกทดสอบ
The Dounglas Premise
- แนวคิดหลักจาก Mark Douglas
เงินจำนวนมากที่สูญเสียในตลาด มาจาก Trader ที่คิดว่าตัวเองรู้ว่าตลาดควรจะไปทางไหน
- ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การวิเคราะห์ แต่อยู่ที่ "Need to be right"
Trader ต้องการพิสูจน์ว่า Prediction ของตัวเองถูก ต้องการเอาชนะตลาด ต้องการควบคุมผลลัพธ์ ดังนั้นเมื่อเข้า 1st Trend ไปแล้ว จะเกิดแรงผลักให้ตีความทุกอย่างเพื่อสนับสนุน Position เดิม
- Pullback แรกจึงเป็นกับดักทางจิตวิทยา
Trader ที่พลาดการเข้า 1st Trend จะคิดว่า นี่คือโอกาสให้เข้า Trend ที่พลาดไป จึงเข้าเมื่อเกิด Pullback แต่ถ้า Pullback ยิ่งลึกและยาวขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจเป็น Early Tell ของ Test-and-Reject Day เพราะมีบางอย่างไม่ปกติกับ Pullback นี้
- เมื่อ Pullback ไม่ยอมหยุด ต้องกลับไปดู Chart ใหม่
อย่าพยายามยืนยันความเชื่อเดิม ต้องมองหาว่า
Top/Bottom ของ 1st Trend ถูกสร้างแล้วหรือยัง?
มี Work-Done หรือไม่?
Trend แรกทำ Business ของมันเสร็จแล้วหรือยัง?
- เมื่อเห็น Work-Done ต้องเปลี่ยน Mental Model
เป้าหมายไม่ใช่หาว่า จะกลับไปถึงไหน แต่ต้องเริ่มวางเเผนว่า 2nd Trend อาจไปทางไหน จากนั้นหา Trade Entry Models ที่เหมาะกับทิศทางใหม่
- Trader ต้องสามารถ พลิกมุมมอง ได้อย่างรวดเร็ว
ต้องสามารถเปลี่ยน Bias ได้โดยไม่ยึดติดกับความคิดเดิม
Corollary 1 to The Douglas Premise
- ถ้าคนส่วนใหญ่เสียเงินตรงที่คิดว่าตัวเองรู้ Trend จุดที่ทำเงินได้มากก็อาจเป็นบริเวณที่ คนส่วนใหญ่ถูกพิสูจน์ว่าผิดและโดน Stop-Out
นี่คือจุดที่ Reversal สามารถเร่งตัวได้อย่างรุนแรง
- Trader ไม่จำเป็นต้อง Predict ว่า 2nd Trend จะไปได้แค่ไหน
หน้าที่ของ Trader ไม่ใช่ทายว่าราคาจะไปถึงไหน แต่คือ บริหาร Position ของตัวเองจาก Trade Model ที่เกิดขึ้น
- Position yourself to be surprised
อย่ายึดติดกับ Scenario เดียว ต้องพร้อม Reposition เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงขัดกับ Expectation และที่สำคัญคือใช้ Surprise นั้นให้เป็นประโยชน์แทนที่จะต่อสู้กับมัน
- Persistent Trend Day สองวันติดกันในทิศทางเดียวกันเกิดไม่บ่อย
TF Gap-Up หลังจากวันก่อนเป็น Persistent Trend Day Up
นี่เป็น Clue สำคัญเพราะ Persistent Trend Day Up ติดต่อกันสองวันพบได้น้อย
- ORB Pennant สามารถให้ Entry ของ 1st Trend ได้
ใน Ponential Test-and-Reject Day ราคาเกิด ORB Pennant
การ Break ลงต่ำกว่า Pennant สามารถใช้เป็น Short Entry
ทำให้ Trader เข้าช่วงแรกของ COrrection ได้
-WOrk-Done สามารถเกิดซ้ำในหลายระดับ
TF ลงมาทดสอบ Support 2:30 Transition Time ของวันก่อน
จากนั้นสร้าง Pennant ใหม่ บริเวณ 10:30 Trend Check แล้ว Reverse
การกลับไป Retest Previous Pennant Apex / Break-away Pivot สามารถถูกมองเป็น Work-Done ได้
และเป็น Logical Exit Target ของ Short ที่เหลือ
- ตลาดสามารถขึ้นสองวันติดกันได้ แม้จะไม่ใช่ Persistent Trend Day สองวันติดกัน
สำคัญมาก Daily Trend อาจขึ้นต่อเรื่อง 8, 10 หรือ 12 วัน
แต่ Intra Day Model สามารถสลับกันระหว่าง
Persistent Trend
Test-and-Reject
Split-Open
ดังนั้น Daily Direction != Intraday Day Model
Test-and-Reject าอจซับซ้อนกว่านั้น
- บางวันราคาอาจทำ Work-Done ทั้งสองฝั่ง
Swing Volatility ของ Test-and-Reject อาจพาราคาไปถึง Work-Done zone ทั้งด้านบนและด้านล่าง
ทำให้ราคา Crisscross ORB ไปทั้งสองทิศทาง และยังไม่ยอม Commit กับ 2nd Trend ในทันที
- อาจเกิด Test-and-Reject ซ้อนกัน
Trend แรกขึ้น
Reject
ลงทะลุ ORB
ไปทำ Work-Done สำคัญอีกฝั่ง
จากนั้น Reverse อีกครั้ง
กระบวนการ Test-and-Reject จึงเริ่มใหม่อีกรอบ
- Zigzag ผ่าน ORB ยังอาจนับเป็น 1st Trend Direction
แม้ว่าราคาจะข้าม ORB ไปมา การเคลื่อนไหวทั้งหมดในช่วงแรกยังสามารถถือเป็นส่วนหนึ่งของ 1st Trend Direction จนกว่าจะเกิด Trend ที่มีความสำคัญและชัดเจนจริงๆ
- ยิ่ง Work-Done ฝั่งหนึ่งมีความสำคัญมาก -> อีกฝั่งยิ่งมีโอกาสเป็น True Trend
ถ้าตลาดทำ Finished Business สำคัญแล้วทางหนึ่ง ความเป็นไปได้ที่ Trend ความเป็นไปได้ที่ Trend จริงจะถูกเปิดเผยในอีกทิศทาง จะมากขึ้น
- Previous Persistent Trend Day มักกลับมามีอิทธิพล
ในที่สุดทิศทางของ Persistent Trend Day ก่อนหน้า มักจะกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
ถ้าไม่เกิด Test-and-Reject วันแรกหลัง Persistent Trend ก็อาจเกิดในวันถัดไป
ทำไม Test-and-Reject ถึงน่าสนใจสำหรับ Intraday Trader
- Test-and-Reject มี Volatility สูงที่สุดใน 3 Day Models
Swing มาก
Reversal มาก
Chart Patterns มาก
Transition ระหว่าง Time Markers ชัด
Technical Indicators ใช้งานได้หลากหลายกว่า
- Swing คือเหล่งโอกาสของ Intraday Trader เพราะ Test-and-Reject มี Swing ใหญ่และหลายครั้ง
จึงเป็น Day Model ที่ให้ Opportunity สำหรับ Intraday Swing Trading มากที่สุด
แต่ต้องเข้าใจ Time Markers, Work-Done, พลังของ Established 2nd Trend Direction
- Trader ไม่ใช่ Predictor
ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า 2nd Trend จะไปถึงไหน หน้าที่คือรอให้ Work-Done เกิดขึ้น แล้ว Position ตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดกำลังเเสดงออก
- Classic Chart Reversal Patterns เป็น Hallmark ของ Test-and-Reject
Triangle, Head-and-Shoulders, W-Bottom, M-Top, Cup-and-Saucer Pattern เหลานี้ช่วยระบุว่า 1st กำลังถูก Rejected
- M-Top และ Inverse Head-and-Shoulders เป็นตัวอย่างโดยตรง
M-Top -> ช่วยยืนยันการ Rejection ของ Highs
Inverse Head-and-Shoulders Bottom -> ช่วยยืนยันการ Rejection ของ Lows
การเชื่อม Chart Pattern เหล่านีั้เข้ากับ Test-and-Reject ทำให้ Day Model นี้ Trade ได้ง่ายขึ้น
สรุป
Test-and-Reject Day = 1st Trend หลอก -> ทำ Work-Done -> Reject -> 2nd Trend
โครงสร้าง
ORB -> 1st Trend -> Trader เชื่อว่า Trend จริง -> Trend หมดแรง /Work-Done -> Reversal -> ORB -> 2nd Trend -> 2nd Trend กลายเป็นทิศทางที่ควร Respect
Comments
Post a Comment