Tuesday, September 6, 2022

 Diary from WordPress

The power of out put

สมมุติว่า มีคนสองคน

คนเเรก อ่านหนังสือเดือนละ 3 เล่ม

กับอีกคนอ่านหนังสือเดือนละ 1 เล่ม เเต่เขียนออกมา 1 เล่ม

ตามหนังสือ The power of out put กล่าวคือ คนที่อ่านหนังสือ คือการทำ input เข้าสมองตัวเอง เราเข้าใจเองหลังจากนั้นถ้าเราไม่ทำอะไรเลยเราก็ได้เเค่อยู่กับความคิด เเต่ถ้าเราทำ อะไรที่เป็น output ออกไปเช่นการเขียนบทความ การบอกต่อ มันคือสิ่งที่เราทำให้โลกเปลี่ยนไป

เเละยังทำให้เราเข้าใจหนังสือที่อ่านมากยิ่งขึ้นด้วย

หนังสือ The power of out put ได้เเนะนำว่าการทำ output เป็นสิ่งที่ควรทำ

 

 

 Diary from WordPress 

ผม เเละอาจจะหลายๆ ท่านก็เช่นกัน

ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นคนที่เขียนเก่งเเละการอธิบายของผมก็ไม่ได้ดี

เเต่จากการอ่านหนังสือ The power of out put ก็ได้อธิบายว่า หลักการเขียนรีวิวไม่ว่าจะหนังสือ หรือหนังภาพยนต์ก็สามารถช่วยให้เราฝึกการเขียนได้ ทั้งหนังสือยังได้บอก วิธีการหลักการเขียนรีวิวคือ ตัวเราตอนเเรกก่อนที่จะอ่าน หนังสือให้อะไร เเละสุดท้ายสิ่งที่เราได้จากหนังสือ

เเละพอได้อ่านสิ่งที่ผมตัดสินใจพยายามทำคือการ ฝึกเขียนออกมาพยายามทำทุกวันตามที่หนังสือเเนะนำ

 

September 15 2020

 Diary from WordPres

03

 

การอธิบาย

วิธีที่จะทำให้คุณอธิบายได้เก่งขี้น

  1. พูดเสียงดังฟังชัด ส่วนมากเเล้วคนที่อธิบายไม่เก่งจะเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งต่อให้อธิบายได้ถูกต้องหมด เเต่ผู้ฟังเองจะเกิดความสงสัยจากน้ำเสียงของเราที่พูดออกมาเเบบพึมพำเสียงเบา ดังนั้นหลักการคือต้องใส่ใจถึงการพูดด้วย
  2. เริ่มพูดจากประเด็นสำคัญ คือให้พูดข้อสรุปก่อน เเล้วตามด้วยเหตุผลจะทำให้เรื่องราวที่พูดน่าสนใจเเล้วฟังมีเหตุผล
  3. พูดให้สั้นเเละกระชับ ส่วนมากจะคิดว่าพูดเยอะจะทำให้คนเข้าใจ เเต่กลับกันเลยยิ่งพูดเยอะๆ ยิ่งจะทำให้คนฟังเกิดจับประเด็นไม่ได้เเละสับสนมากกว่าการพูดสั้นๆ ให้ได้ใจความ
  4. ยกตัวอย่างประกอบ การยกตัวอย่างประกอบจะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพมากยิ่งขึ้น
  5. ใช้ข้อมูลอ้างอิง อ้างข้อมูลจากเเหล่งน่าเชื่อถือให้มากขึ้น เช่น จากการวิจัยมหาวิทยาลัย …. พบว่า เเต่การหาข้อมูลจะต้องใช้เวลาเตรียมข้อมูลด้วย
  6. ใช้ตัวเลขอ้างอิง เเทนที่จะพูดว่า ส่วนมากเเล้ว ให้พูดว่า 79% เเทน จะได้ผลเเละคนฟังจะจำได้ดีมากกว่าเเละดูมีความน่าเชื่อถือ

 This diary from WordPress

I need to move it to here too.

 02

การเเนะนำตัว

เวลาเราเข้าร่วมงานอะไรเป็นครั้งเเรก คนมักพูดกับเราว่า “ช่วยเเนะนำตัวด้วยครับ”

หลายๆ คนมีปัญหาเเน่ ตื่นเต้นตกใจไม่รู้จะเเนะนำตัวอย่างไร

การเเนะนำตัวเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ทำไมเราไม่ลองเวลาสักนิดหน่อยเเล้วท่องจำมันเกิดเวลาที่จะต้องเเนะนำตัวเเบบกระทันหันเราสามารถพูดมันออกมาได้เลย การเเนะนำตัวจะมีเเบบนั้น กับเเบบยาว เเบบสั้นจะอยู่ที่ 30 วินาที เเละเเบบยาวจะอยู่ที่ 60 วินาที

เเบบสั้น 30 วินาที จะต้องเขียนประมาณ 200 ตัวอักษร เเน่นอน 60 วินาทีก็ได้ประมาณ 400 ตัวอักษร

เรามาเริ่มดูประเด็นกันดีกว่า ว่าเราควรจะเอาประเด็นไหนมาเเนะนำตัวบ้าง

1 พูดให้ทุกคนเข้าใจ คือการไม่ใช้ศัพท์เฉพาะทาง เช่น ผมเป็น Developer Back-End

เเน่นอนถ้าพูดไปเเบบนี้หลายๆ คนอาจจะงงกัน ดังนั้นควรเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทาง

2 พูดประเด็นที่เเตกต่างจากคนอื่น หากเเนะนำไป เเต่คนจำไม่ได้นั้นก็ไร้ความหมาย

3 พูดถึงตัวเลข การใช้ตัวเลขมาจะช่วยให้พูดฟังสามารถจดจำได้มากกว่า เเละรู้สึกจับต้องได้

เช่นการบอกว่า “ผมชอบอ่านหนังสือ เเละอ่านหนังสือเดือนละ 20 เล่ม”

จะดีกว่าการที่เราพูดเเค่ว่า

“ผมชอบอ่านหนังสือ เเละอ่านหนังสือเยอะมาก”

สองอย่างคำพูดนี้จะเห็นความเเตกต่างกันเลย เพราะคนจะไม่รู้ว่า เยอะมาก คือเยอะเเค่ไหน เท่าไหร่ เเละจะเป็นการจดจำอยากอีีกด้วย

4 พูดถึงวิสัยทัศน์ คือเป้าหมายสิ่งที่เราอยากทำ จะทำให้คนฟังไปตามเราได้มากขึ้นเช่น “ผมเป็นนักเขียน เเละผมเชื่อว่า การเขียนหนังสือออกมาให้ดีนั้นจะต้องใส่จิตใจ เเละวิญญาณ ลงไปในการเขียนด้วย”

5 ใส่ใจถึงการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะพูดอะไรออกไป เเต่สำคัญคือจะพูดอย่างไรมากกว่า

6 ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ทำในสิ่งที่เราอยากให้เป็น คืออยากให้คนอื่นมองเราอย่างไรเราก็ต้องคำนึงถึงตรงนั้น

ขอบคุณหนังสือ The Power of Out Put

 

 This diary from WordPress

I need to move it to here too.

01

_________________

หลักการตั้งคำถาม

ทุกท่านหลายๆ ครั้งอาจเคยผ่านเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นตั้งเเต่ในห้องเรียน จนถึงการประชุมในที่ทำงาน

ยังคงเป็นเรื่องอึดอัดใจหลายๆ คนเวลาตอนที่ผู้บรรยาย หรือผู้พูดได้จบด้วยการว่า

“มีใครมีคำถามอะไรไหม”

เราลองจินตนาการถึงห้องที่เงียบ ได้ยินเสียงนกร้องข้างนอกหน้าต่างเบาๆ พร้อมกันเสียงลมพัด

เเละบรรยากาศที่ ไม่มีใครถามอะไร อาจจะเพราะ ไม่กล้าถาม หรือไม่มีคำถามจริง

การที่เราฟัง มันเเทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจทั้งหมด จริงๆ เเล้วมันมีคำถาม

อยุ่เเล้วเเต่เราเพียงเเค่คิดไม่ทันว่าเราไม่เข้าใจตรงไหน จนกว่าจะได้ลองคิดตาม

เเล้วทีนี้ หลักการเเก้ปัญหาละ ถ้าเราอยากจะเป็นคนที่มีคนถาม

การถามคำถามไม่ได้เป็นการ สร้างความลำบากใจให้กับผู้ถาม กลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะผู้พูดก็อยากจะได้ feedback กับมาจากผู้ฟังนั้นเเหละ

เทคนิคการตั้งคำถามที่เหมาะสม จากหนังสือ Output

  1. เราจะต้องตั้งคำถามระหว่างที่เรากำลังฟัง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าผู้ถามจะถามเมื่อไหร่ เป็นสิ่งทีต้องฝึกฝน การตั้งคำถามระหว่างที่เรากำลังฟังยังช่วยให้สมองเราจดจ่อกับการฟังมากขึ้นอีกด้วย
  2. ตั้งคำถามที่ทำให้อีกฝ่ายดีใจ คือการถามสิ่งที่ผู้พูดมีเเนวโน้มที่จะอยากพูด หรือส่วนที่พูดอาจจะยังไม่ละเอียดพอ การตั้งคำถามเเบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีใจ
  3. ตั้งคำถามที่ทำให้ผู้ที่รับฟังพร้อมเราดีใจ เวลาการฟังส่วนมากผู้ฟังที่นั่งฟัง เรียน หรือประชุมพร้อมกับเรานั้น ก็อยากรู้เรื่องที่เราถามเหมือนกัน พอเวลาเราถามไป คนที่เป็นผู้ร่วมการฟังกับเราก็จะรู้สึกขอบคุณ ที่เราถาม
  4. ตั้งคำถามที่ช่วยให้การถกปัญหามีความเข้มขึ้น คำถามมีอยู่ง 2 ประเภทคือ คำถามนอกประเด็น กับคำถามที่ทำให้ปัญหามีความเข้มข้นขึ้น เราต้องพยายามตั้งคำถามให้ไปเเนวทางเดียวกับเนื้อหาที่พูด เพื่อที่จะได้ไม่ออกนอกประเด็น

จงคิดไว้เสมอเวลาเราฟัง ไม่ว่าจะเรียน สัมนา ประชุม ให้คิดว่าตัวเราเองเป็นนักข่าวหัวเห็ด

ขอบคุณหนังสือ The power of Out Put


 

 

Be turtle

 

this my portfolio start 2019 now it still can generate cash flow even it very small,

I start with 500usd, take small profit take small step trading everyday not skip even single day to trade 

what I want is I can trade everyday no matter what profit look large or small, trade is like a game.

I addict to trading game small 0.01$ is sweet and I love it, what is this system they called grid trading

it has advantage and disadvantage also no holy grail in this world.

 

advantage

- easy setup no need to predict the market 

- everything has come to your plan (you need to plan and visualize what can happen to your strategy)

- it like a coin generator

 

disadvantage

- many people still care about draw down (you don't need to care about that, why? when you know your strategy max draw down you know it never go lower 90% why you need to care about it, you still can make money from you strategy, your portfolio never go wipe out with your calculate if you trading what in plan your trading)

- it give a low profit, yes maybe low vs very risky trading system that give huge profit but cannot give your life a freedom

- it easy to say not care about draw down you know, it still hard to feel you not in pain if you not trading this system long enough.

- the broker risk, we don't know the broker we trade is last long.

 

I promise I will trade this portfolio over 10 years. 

Imagine this is your money that save for retire. (1-10 million $) 


https://www.myfxbook.com/members/adeptvoneinzbern/lastest/9342218

Monday, September 5, 2022

 Since long time ago I don't understand why my idol (who I follow) , always told there is not important to predict the market, you can make money without predict the market, when you know volatility you can made huge money from it. He teach about

Yes I don't understand how I get advantage of knowing the price is going to go up or down like crazy.

Now what I understand is volatility is easier to predict than price and there is derivative option we can get advantage of it.

I will going to write what I understand about option trading here soon.

Transition Time Reversals

Transition Time แบ่งวันออกเป็นช่วง 10:30 a.m. = Trend Check 11:15 a.m. = Transition Time 12:00 p.m. = Noon Hour 2:30 p.m. = Transition T...