The Break-Away Lap

1. Lap คืออะไร
เวลาราคา เร่งตัวออกจาก Pattern อย่างรุนแรง ใน Time Frame เล็กๆ บางครั้งจะเกิดช่องว่างเล็กมากระหว่างแท่งสองแท่ง
เรียกว่า Lap
เช่น แท่งก่อนหน้า Close = 100
ไม่มีราคาตรงช่วงนี้
แท่งถัดไป Open = 100.05
คือมี Tick เล็กๆ ที่ขาดหายไประหว่าง Close ของแท่งหนึ่งกับ Open ของแท่งถัดไป และมันไม่ได้ถูกปิดทันที
2. Lap ต่างจาก Gap อย่างไร
Lap
เกิดได้ใน Intraday
ช่องว่างเล็กมาก
เป็นระหว่าง Close > Open
ไม่มีอากาศอยู่ระหว่าง High / Low ของแท่งสองแท่ง
พบได้ง่ายกว่าในตลาดที่บางกว่า เช่น YM, NQ, TF
ใน ES ที่มีสภาพคล่องสูงมาก เกิดไม่บ่อย
ส่วน True Gap คือมีช่องว่างจริงระหว่าง High กับ Low ของแท่งติดกัน
Gap มีความสำคัญมากกว่า Lap
3. แล้วทำไม Lap ถึงสำคัญ
Lap เกิดจากการเร่งตัวของราคา บางครั้ง ราคากลับมาทดสอบระดับนั้นในภาพหลัง Lap จึงเป็นเหมือน
ร่องรอยของการเคลื่อนไหวรุนแรงที่ยังทิ้ง Unfinished business ไว้บนกราฟ
Lap เองอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
การ Break-away อย่างรุนแรง + Pivot Ledge ที่เกิดขึ้นจากมัน
Lap เป็นเพียงร่องรอยที่ช่วยบอกว่ามีการเร่งตัวเกิดขึ้น
4. Break-away Lap ไม่จำเป็นต้องเกิดคู่กับ Pivot Ledge
บางครั้ง Break-away Pivot -> Pivot Ledge + lap
แต่บางครั้ง
Break-away Pivot -> Pivot Ledge ไม่มี Lap
และบางครั้งก็เกิด Lap โดยไม่มี Shoulder Formation
เพียงเพราะราคาเกิดการเร่งตัวอย่างกะทันหัน ดังนั้นอย่าเอา Lap = Pivot Ledge ไปปนกัน มันเป็นคนละ Concept
5. แนวคิด Unfinished business
ถ้าตลาดสร้าง Untested Pivot Ledge หรือ Break-away Lap แล้วไม่เคยกลับมาทดสอบ เหมือนตลาดมีงานค้าง และราคามักกลับมาแตะบริเวณนั้นก่อนที่จะเดินหน้าต่อ
Trader ส่วนใหญ่รู้จักเรื่อง Gap Closure ในกราฟ Daily อยู่แล้วแต่คนจำนวนน้อยมากที่นำแนวคิดนี้มาใช้กับ Intraday Lap
สิ่งที่สำคัญจริงๆ อาจไม่ใช่ Lap ที่ถูกเปิดไว้ แต่คือ Break-away + Pivot Ledge ที่อยู่เบื้องหลังมัน
6. ทำไมไม่แนะนำให้เข้าเทรดทันทีตอน Break-away Pivot เกิดขึ้น?
เพราะมันมักเกิด เร็วเกินไป ถ้าเห็นราคาเร่งตัว "อ่อ นี่คือ Break-away Pivot" ราคาก็อาจะวิ่งไปไกลแล้ว และบาง Lap ก็ถูกปิดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีเวลามากพอให้มันกลายเป็นระดับที่มีความหมาย
ดังนั้นให้สนใจว่า หลังจาก Break-away เกิดแล้วมันสร้างระดับอะไรทิ้งไว้ และราคาจะกลับมาทดสอบมันอย่างไร
7. ตลาดมี Memory การเคลื่อนไหวในอดีตทิ้งโครงสร้างบางอย่างไว้ และเมื่อราคากลับมาบริเวณนั้น พฤติกรรมของตลาดอาจแตกต่างจากบริเวณราคาใหม่ที่ไม่เคยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น สิ่งที่ทิ้งร่องรอยไว้ ได้แก่
ORB
Pivot Ledge
Break-away Lap
Exhaustion
ทั้งหมดกำลังสร้าง Price Map ของวัน
สำคัญ
ตลาดจะไม่ติดอยู่ระหว่าง Support / Resistance สองระดับนานเกินไป ก่อนที่จะ break ออก ไปตาม Trend ของ Time Frame ที่ใหญ่กว่า
หรือก้คือ อย่าคิดว่า Pivot Ledge / Support / Resistance จะทำให้ราคาเด้งไปเด้งมาอยู่ตรงนั้นตลอด มันมีหน้าที่เป็น จุดปฏิกิริยา
แต่ท้ายที่สุดราคามีแนวโน้มจะ Break ออกจาก Range และกลับเข้าสู่ Trend ของ Time Frame ที่ใหญ่กว่า
ดังนั้น
Time -> Price Level -> Momentum -> Pattern -> Reaction -> Larger Time Frame

Comments

Popular posts from this blog

Risk reward

Rebalance

Portfolio Management